วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นม

นม

กาพย์ยานี ๑๑

ทุกข์ใดของหญิงเล่า เท่าห้วงทุกข์แห่งเนินถัน

เพศทัณฑ์รู้ไม่ทัน หลงแบกทุกข์ทุรนทุราย

นมนี้มีอำนาจ ปลุกสัญชาตญาณชาย

เนียนนุ่มรุมกระหาย กระหื่นเหี้ยนกะหือรือ

ตบเต้ากระตุ้นต่อม ให้เต่งโตเพื่อใครหรือ

ตูมเติบจนล้นมือ มิอาจยื้อสังขารา

แข่งขันกันอวบอึ๋ม ใครอกอิ่มกว่ากัน อา!

น้ำนมแห่งมารดา พลันสิ้นค่าในบัดดล

ใดเล่าคือความงาม เมื่อความทรามเข้าแทรกปน

เจ็บเต้าประจานตน เพียงเปรอปรนกิเลสชาย

จากจุดให้กำเนิด สู่กำหนัดมิรู้หน่าย

หมกมุ่นจนเมามาย เพียงเรือนกายที่เปล่ากลวง

เล็ก-ใหญ่ไฉนหนอ มิเคยพอหรือภาพลวง

ใหญ่-เล็กก็คือทรวง ย่อมคล้อยล่วงยามโรยชรา

ชายใดแม้นชอบดู จงหมายรู้ไว้เถิดว่า

จิตใจนั้นไห้หา วัยทารกเคยอดโซ

โหยหิวน้ำนมแม่ มีก็แค่น้ำนมโค

ลุ่มหลงสาวทรงโต เพื่อลบปมที่กดดัน

มาเถิดอิสตรี คืนศักดิ์ศรีสู่ชีวัน

ใหญ่น้อยทุกเนินนั้น ล้วนคือถันแห่งมารดร

กลอนสุภาพ

เสียงจ๊าบจ๊วบปากจ่อสองมือจับ

คว้าขยับดูดเต้า เจ้าเนื้ออ่อน

ควานหาน้ำนมครางพลางวิงวอน

เหลือบตาช้อนฝันปลื้มได้ดื่มชิม

เนินเนื้อนุ่มแม่นี้มีรสชาติ

อย่าสอดพลาสติกใส่ในนมนิ่ม

ชื่นโอชาหวานสดยามรสลิ้ม

หลับตาพริ้มเพลินเคล้าสองเต้าไป

แม่อย่ากลัวนมยานไม่ตั้งเต่ง

แล้วข่มเหงลูกรักด้วยผลักไส

ขอดื่มน้ำนมแม่ ใช่นมใคร

เมื่อเติบใหญ่ลูกจักได้ไม่มีปม.

ผ้าคลุมผืนนั้น

ผ้าคลุมผืนนั้น

กาพย์ฉบัง ๑๖

ภายใต้ผ้าคลุมผืนนั้น คือสิ่งไรกัน

ระหว่างรันทด-งดงาม

แอบมองมานานใคร่ถาม แต่ยังคอยปราม

หักห้ามมิกวนใจเธอ

ทุกครั้งที่ผ่านยามเผลอ อยากรู้เสมอ

ได้แต่เพ้อจินตนาการ

ผ้าคลุมร้อยถักสลักสาน ลวดลายอ่อนหวาน

ซ่อนงำตำนานอันใด

ปกปิดเรือนผมริ้วไร เร้นเพียงแก้มใส

ตาคมคิ้วเข้มปากเรียว

คือผ้าคลุมโลกผืนเดียว ฉุกให้ชนเหลียว

สำรวมรู้รสอดทน

ไป่ต้องทุรายทุรน เพรียกใครมาสน

สรีระเส้นผมอำพราง

โลกลวงหลอกล่อหลงทาง ผู้คนครวญคราง

เสกสร้างเกศาไฉไล

เราต่างไม่เคยพอใจ อยากมีแพรไหม

ณ ยุคบริโภคนิยม

ผมหยิกอยากเหยียดคลายปม ฝอยฟูลู่ลม

ขาวหงอกขื่นขมร่วงราง

ธรรมชาติให้มาหม่นหมาง ล้านดกหนาบาง

แดงดำน้ำตาลเหลือบทอง

แค่ทุกข์เรื่องคราบไคลหมอง ก็เหม็นเกินมอง

ยังต้องประคองความงาม

เหตุนี้ตถาคตจึ่งข้าม เนรัญชลาคาม

ปลงผมแนบฝั่งมหานที

พินิจโทษแห่งเกศี กวักเพรียกโลกีย์

ชวนชี้ชิมห้วงสิเนหา

อิตถีถ้วนล้วนทาสา ทุกข์โถมกามา

มนตราวิโยคโศกศัลย์

ภายใต้ผ้าคลุมผืนนั้น จารีตผูกพัน

แปรผันเป็นภาพความงาม

จักมองร่ำไปไป่ถาม รู้แล้วนิยาม

สัจธรรมก้าวข้ามมายา.

ผ้าสีขาว

ผ้าสีขาว

อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

ตราบกังสดาลก้อง ชิวะต้องผละจากเตียง

สงฆ์ลั่นระฆังเรียง เสนาะเสียงสหายธรรม

ตื่นก่อนตะวันขึ้น กิจวัตรจรดค่ำ

หุงข้าวสำรวมคำ สิประจำ ณ ห้องครัว

ลาเพศฆราวาส ภวะใหม่มิหมองมัว

ห่มขาวและโกนหัว บริสุทธิดุจดัง

ถือศีลอุโบสถ สละลดกิเลสหวัง

ผองชนฉงนชัง อนิจังอนาถใจ

มุ่งหมายอบายตัด อรหัตตผลไกล

เหตุบวชเพราะเห็นภัย มรณันตรายรอ

หลบหนี้ฤหนีช้ำ วจิย้ำประณามหนอ

ไร้เพื่อนพะนอคลอ อตคัดบุรุษเคียง

ทนสู้สภาพเพศ ทุรถ้อยมิเคยเถียง

แม่ชีสิค่าเพียง ธุลิทาสพระธรรมา

อาศัยวิสุงคาม ชนหยามก็ก้มหน้า

ก้นบาตรอนาถา อนุโมทนาหมาย

ฝืดเคืองศฤงคาร ธนสารมิติดกาย

โรงครัวสิโรงตาย นิตย์ภัตบเคยมี

นึกนึกก็น้อยใจ เพราะมิใช่ภิขุนี

ผิดนิดสิเสียดสี ชิวภาพประทังปลง

เฝ้าคอยประคองจิต มิสนิทเสน่ห์สงฆ์

สังคมก็แคบลง มรสุมมโนราญ

เกือบแล้วนิราศลา บ่ปวารณามาน

มาบวชมิเบิกบาน กรกรานวิหารา

คืนสู่อุบาสิก คฤหัสถ์มิคบหา

ผิดหรือชะตาพา ภวะเพศบเท่าเทียม

ฉวยเส้นด้ายเส้นสุดท้ายสุดสายป่าน

ปรารถนานฤพานยังท้นเปี่ยม

บทพิสูจน์ผ้าสีขาวจะหม่นเกรียม

หรือจักเตรียมฤทัยเร่ล่องเภตรา

เจ้าดวงใจไยจึงย้อนกลับทางเก่า

ทางที่กรุ่นร้อนเร่าใช่ดีกว่า

ผ้าสีใดย่อมแปดเปื้อนเหมือนผ้ากา

สาวพัสตร์ตราบน้ำตานองอกตรม

หยิบผ้าขาวมาซักรีดยิ่งซีดหมอง

มิอาจลบจิตขุ่นข้องแม้ฝืนข่ม

พับเก็บผ้าหลากสีมิปรารมภ์

ผ้าขาวห่มคลุมอีกครั้งทั้งวิญญาณ.

เพศที่สาม

เพศที่สาม

อาศัยร่างบุรุษเพศเพียงกำเนิด

ตั้งแต่เกิดจนเติบกายก็หมายมั่น

อยากเป็นหญิงจริงแท้ขอแค่นั้น

ไม่เคยฝันถึงชายชาติอาชาไนย

หาได้แสร้งดัดจริตตามแฟชั่น

เรื่องเช่นนี้ฝืนจิตกันได้ไฉน

หรือมีพ่ออ่อนแอไม่แน่ใจ

ฤๅแม่อยากคลอไคล้แต่ทาริกา

สิ่งแวดล้อมแหนห้อมล้วนเหล่าหญิง

หนุนตักอิงกลิ่นอายแม่ยายย่า

ทั้งพี่สาวน้องสาวป้าอาน้า

มิรู้ว่าบรรยากาศหรือพันธุกรรม

ณ วันนี้สังคมให้โอกาส

แสดงออกบางบทบาทไม่ฝืนกล้ำ

เพศที่สามสมัยก่อนต้องซ่อนงำ

ขืนใจจำแต่งงานกับสตรี

จะร้องเรียกเพรียกเย้ย กะเทย แต๋ว

ตุ๊ด เกย์ ควีน แอบ แอ๋ว แล้วแต่พี่

ถูกกำหนดภาพพจน์ในทีวี

ให้กรี๊ดกร๊าดกะด๊ากะดี๊เรียกเสียงฮา

ชีวิตจริงนอกจอใช่นางเอก

ซ้ำยังเสกบทส่งเป็นทาสา

เล่นตลกแต่คล้อยหลังหลั่งน้ำตา

เวทนาชะตากรรมของตัวเอง

ไม่เคยชิมพิศวาสอันหวานชื่น

รักยิ่งขื่นคาวขมถูกข่มเหง

เป็นผู้ให้คล้ายเส้นลวดลอยคว้างเคว้ง

หวาดระแวงวังเวงมิเว้นวาย

ด้วยเพราะเรามิใช่ผู้หญิงแท้

บุรุษแค่อยากลิ้มลองแล้วก็หน่าย

ถึงผ่าตัดแปลงเพศเปลี่ยนเพียงกาย

มิเหมือนหมายหญิงหมดทุกนิยาม

พระท่านว่าชาติก่อนคงทำบาป

ตัณหาหยาบหยามหมิ่นศีลข้อสาม

ยื้อคนมีเจ้าของจ้องเสพกาม

ไป่หักห้ามปรามจิตกรรมติดกาย

หรือเคยเกิดเป็นหญิงหลายร้อยชาติ

จึงไม่อาจขาดสิ้นสัมพันธ์สาย

มิเสพคุ้นธรรมชาติของเพศชาย

ยังนึกหมายหัทยาว่านารี

ไม่ก็เคยอธิษฐานสาบานคู่

ขอตามพลอดยอดชู้ไปทุกที่

เผอิญเพศเดียวกันในชาตินี้

คนหนึ่งจำจรลีเพศจำแลง

ศีลกาเมเมื่อละเมิดเกิดเป็นหญิง

คือความจริงหรืออุบายท่านกล่าวแกล้ง

นำมาขู่ชายเจ้าชู้ให้นึกแคลง

สำนึกแห่งครอบครัวกลัวบาปกรรม

หรือแท้แล้วอิตถีเพศนั้นต่ำต้อย

พุทธกาลผ่านคล้อยยิ่งตกต่ำ

ภิกขุนีเคยบวชได้เมื่อใฝ่ธรรม

แต่บัณเฑาะว์เกินก้าวล้ำเพศสมณา

เพศที่สามไม่พอเพศชั้นสาม

จริงหรือเท็จเกินไถ่ถามปริศนา

ด้วยมิอาจระลึกชาติย้อนเวลา

ว่าก่อนหน้าก่อกรรมเวรมาเช่นไร

จำต้องแปรวิกฤติเป็นโอกาส

ธรรมชาติประทานมาพอปรับได้

เลือกหยิบสิ่งดีของสองเพศไซร้

มาปรุงรสชาติใหม่ให้โลกชม

ละเอียดอ่อนลุ่มลึกราวอิตถี

เทพเมถุนราศีเล็งประสม

ปราณเข้มแข็งแห่งชายช่วยคลายปม

มองโครงสร้างกลืนกลมเห็นองค์รวม

เป็นเพศแห่งผู้สร้างผู้รังสรรค์

ทุ่มอุทิศชีวันเอาชีพสรวม

ชนอาจหมิ่นปรามาสมองกำกวม

พลีแรงร่วมพลังล้นผลิตผลงาน

โลกย่อมรู้ผองผู้อัจฉริยะ

ล้วนวาระเพศเร้นอย่ามองผ่าน

เบื้องหน้าคือความสำเร็จอันตระการ

เบื้องหลังโหดแดนประหารเกินทานทน

ต่อสู้สร้างชื่อเสียงเพราะชาญเชี่ยว

ในงานเดียวพิสูจน์ได้ไม่พลาดหล่น

ทั้งเชิงลึกเชิงกว้างและเชิงกล

ด้วยคิดค้นหาจุดเด่นมารวมเดียว

อาจมีบ้างบางคราอิจฉาหญิง

อัปลักษณ์เหลือจริงชายไม่เหลียว

ดูสิเราพักตร์พริ้งหุ่นพรายเพรียว

เสียแรงเรี่ยวไม่ได้เกิดเป็นสตรี

ถึงจะสวยปานใดใช่หญิงแท้

ของเทียมแม้ย่ามใจไปก็ใช่ที่

จักขี้ริ้วเพียงไรก็นารี

คิดอีกทีไม่ขอแข่งเลิกแย่งชิง

จักเกิดเป็นเพศใดไม่พ้นทุกข์

ต่างคลานคลุกคลึงคล้ายทั้งชายหญิง

ฉะนี้แล้วทุกเพศควรพึ่งพิง

เคารพสิ่งดีงามของทุกคน

อย่าประณามหยามใครหน้าตัวเมีย

ให้เสื่อมเสียทรามสิ้นศักดิ์ศรีหม่น

เพศแม่ยิ่งใหญ่เกินย่ำนิยามชน-

ผู้ไร้ค่า มิควรปล้นคำเปรียบกัน

ขอเป็นอีกเพศหนึ่ง ณ กึ่งกลาง

หมิ่นเหม่คล้ายเหวคว้างคมหอกกั้น

อยู่อย่างมีเกียรติยศของชีวัน

อย่าแบ่งเพศผิวพรรณเราร่วมภูมิ

โคลงสี่สุภาพ

ชาติโน้นหรือชาติหน้า ชาติไหน

เกิดเพศเดียวเพศใด หนึ่งบ้าง

เป็นคนที่พอใจ สรีระ

เวรไถ่บาปกรรมล้าง ชาตินี้มลายสูญ.

จากส่าหรีถึงกี่เพ้า

จากส่าหรีถึงกี่เพ้า

โคลงสี่สุภาพ

รำพึงถึงกี่เพ้า* แพรสี

ไหมสอดลอดส่าหรี* สง่าล้ำ

สำนึกแห่งสตรี ตะวันออก

เผยผ่านผ้าผืนช้ำ ชุ่มน้ำตานอง

กองไฟปลิวก่อฟ้อน เปลวฟืน

รอร่างนางลุยฝืน ฝ่าไหม้

เป็นหญิงย่อมหยัดยืน ในรัก

สวามิภักดิ์สวาทไว้ แม่หม้ายสตี*พลี

ส่าหรีพลันแผดด้วย เพลิงเผา

เสียงโอดครวญครางเขลา คร่ำแค้น

เหลือเพียงรูปรอยเงา เถ้าถ่าน

ศักดิ์สิทธิ์ดูขลังแม้น หุ่นปั้นพันธนา

สวามีแปลว่าผู้ ครอบครอง

ปกปักเป็นเจ้าของ โอบอุ้ม

ภริยานิยามปอง ที่รัก

คือเพศอาศัยคุ้ม ร่มเท้าภัสดา

สตรีจำต่อสู้ ทรวงตรอม

สินสอดมอบชายถนอม ทรัพย์หมั้น

รอมริบร่วมเก็บหอม วิวาหะ

ภาระเรื่องคู่นั้น แบกไว้บ่าสอง

องค์อุมาพระแม่เจ้า ขอพร

ครรภ์คลอดเป็นหญิงวอน โปรดเว้น

ชีวาตม์อย่าม้วยมรณ์ ทมิฬฆ่า

หญิงใช่เพศบาปเร้น ปล่อยไว้ตามวิถี

เสียงครวญพัดผ่านข้าม เพลงขิม

โพธิสัตว์องค์กวนอิม สดับถ้อย

ร่างมนุษย์ใช่หล่อพิมพ์ โรงผลิต

โปรดช่วยธิดาน้อย ปลอดพ้นเพศภัย

อุ้มครรภ์นานผ่านเก้า เดือนคลอด

หญิงน่ารักน่ากอด เหวี่ยงขว้าง

หากเป็นเด็กชายรอด ร้องโห่ เทพแฮ

ทิ้งแม่ระกำร้าง กี่เพ้าฉีกกระจาย

กุมารีทำผิดร้าย แรงไฉน

วงศ์ว่านเครือญาติไย ขุ่นข้อง

หุงข้าวช่วยครัวไฟ เฟ้นนวด

ถูกรัดข้อเท้าร้อง กรีดก้องทาริกา

ส่าหรีแพรกี่เพ้า เผากาย

เพลิงแห่งเพศกรรหาย หื่นกล้ำ

คือผ้าห่อความตาย ใครตระหนัก

ยามห่มยิ่งตอกย้ำ ต่อสู้สิทธิ์สตรี

ดินแดนแห่งแม่ข้า อินเดีย-จีน

เมืองประสูติพระทรงศีล พุทธเจ้า

มหาภรต รามกีร- ติอมตะ

ยกย่องหญิงดังเหย้า ฝากไข้เฝ้าผี

เทพีศักติ*ไซร้ พลังสอง

หลอมร่างชายหญิงครอง คู่หล้า

หยิน-หยางเกี่ยวตระกอง ปราณกอด

เคลื่อนผลักจักรพาลท้า ประกาศกล้าประกายธรรม

ปูชาพระแม่เจ้า ปัญจศรี

โพสพ พระธรณี อกสะท้อน

คงคาแม่อัคคี หิมเขต

วานแม่พระพายฟ้อน ห่มฟ้าฮวงโห

รำพึงถึงกี่เพ้า ส่าหรี

พิศเพ่งประเพณี พ่ายพ้น

หัวอกแห่งอิตถี ตะวันออก

ธารเนตรแม่ถั่งล้น ลูกร้าวหทัยเทียม

คำอธิบาย

กี่เพ้า* ชุดแต่งกายประจำชาติของสตรีจีน

ส่าหรี* ชุดแต่งกายประจำชาติของสตรีอินเดีย

สตี*ประเพณีกระโดดเข้ากองไฟตายตามสามีของหญิงอินเดีย ปัจจุบันลดความนิยมลงแต่ยังคงมีสืบทอดอยู่บางเมือง

ศักติ* ลัทธิที่บูชาเทพีฝ่ายหญิงของศาสนาฮินดู ได้แก่นางทุรคา (เป็นอีกชื่อหนึ่งของอุมาเทวีในปางที่มีอิทธิฤทธิ์) โดยเชื่อว่าเป็นผู้ถ่ายทอดพลังเสริมบารมีให้แก่พระอิศวร